วัฒนธรรมกวนซี่ (Chinese Guanxi)

         กวนซี่ เป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ที่ได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมลัทธิขงจื้อ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ทางสังคมแบบเครือข่าย แนวคิดนี้ให้ความสาคัญกับความสัมพันธ์ฉันเครือญาติและเครือเพื่อน การแสดงตัวเองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม จะทาให้การทางานราบรื่นมากขึ้น เพราะมีความรู้สึกเป็นพี่เป็นน้องกัน เรื่องการค้าขายก็จะเป็นเหมือนการร่วมประสานและแบ่งปันผลประโยชน์กันในครอบครัว ในพวกพ้องเครือข่ายเดียวกัน สังคมชาวจีนเป็นสังคมเชิงกวนซี่นิยม (Guanxism) ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สาคัญเป็นอย่างยิ่งของวัฒนธรรมและระบบทางสังคมของประเทศจีน ชาวจีนมีความเข้าใจว่า การให้ความช่วยเหลือคนอื่นแบบไร้เงื่อนไขถือเป็นพฤติกรรมที่มีคุณธรรม แต่เพื่อปฏิบัติตามข้อผูกมัดทางศีลธรรมหรือรักษาหน้า ผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือมักจะมีจิตใต้สานึกว่าควรจะตอบแทนบุญคุณ ดังนั้นการให้ความช่วยเหลือกันเป็นวิธีแสดงความขอบคุณอย่างหนึ่งที่ผู้คนยอมรับกัน และวิธีการแบบนี้จึงได้กลายเป็นวิถีที่มีการเอื้อเฟื้อกันและกันระหว่างบุคคล

          ความหมายของกวนซี่สาหรับชาวจีนนั้น หมายถึง ชาวจีนถือตนเองเป็นศูนย์กลางความสัมพันธ์ทางสังคม และมักจะมีการแบ่งความสาคัญใกล้ชิดและความห่างเหินของบุคคลเป็นหลายระดับโดยมีศูนย์รวมเดียวกัน ที่มีการปฏิสัมพันธ์กันทางสังคม คนที่ยิ่งสนิทสนมก็จะยิ่งใกล้ชิดกับศูนย์กลางของตนเอง และจะมีกฎระเบียบปฏิบัติที่แตกต่างสาหรับคนอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดห่างเหินที่แตกแต่ง ทั้งนี้เป็นแนวคิด ระเบียบแบบแผนความสัมพันธ์ทางสังคมที่แตกต่างกัน สาหรับแนวคิดกวนซี่ของผู้ที่ให้การนิยาม กวนซี่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ซับซ้อน คาว่า “กวนซี่” ประกอบด้วยอักษรจีนสองตัว คาว่ากวน (关Guan) หมายถึงประตู ด่านหรืออุปสรรค และคาว่า “ซี่” (Xi系) หมายถึง ผูก ความผูกพัน ความสัมพันธ์ หรือการเชื่อมต่อ ดังนั้นกวนซี่ (Guanxi) หมายความว่า “ผ่านประตูหรือด่านและได้รับการเชื่อมต่อกัน” มันเป็นแนวคิดที่มีรากฐานในวัฒนธรรมของปรัชญาลัทธิขงจื๊อ นักปราชญ์ขงจื้อคิดว่า สังคมเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ แต่ละบุคคลต่างมีบทบาทและหน้าที่แตกต่างกัน นี้เป็นสิ่งสาคัญมาก เพราะในวัฒนธรรมจีนนั้น การคานึงถึงผลประโยชน์ส่วนร่วมเป็นสิ่งสาคัญกว่าส่วนบุคคล

          แนวคิดวัฒนธรรมกวนซี่มีลักษณะคล้ายคลึงกับเครือข่ายทางสังคมของตะวันตก แต่ต้นกาเนิดวัฒนธรรมตะวันออกและวัฒนธรรมตะวันตกทั้งสองนั้นจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แนวคิดเครือข่ายทางสังคมและแนวคิดกวนซี่ภายใต้สภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมจีนนั้น ล้วนเป็นแนวคิดพื้นฐานที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน แนวคิดเครือข่ายทางสังคมนั้นเป็นแนวคิดที่กาเนิดในวัฒนธรรมตะวันตกที่เน้นความคิดมนุษย์มีความความเท่าเทียมกันตั้งแต่เกิด มุ่งเน้นความสาคัญของความเป็นปัจเจกนิยม และทั่วไปนิยม แต่แนวคิดวัฒนธรรมกวนซี่นั้นได้กาเนิดภายใต้วัฒนธรรมขงจื๊อที่เน้นสังคมวรรณะ มุ่งเน้นความสาคัญของการเป็นส่วนรวม และอภิสิทธิ์นิยม ซึ่งมีผลกระทบต่อความรู้สึกนึกคิดต่อเรื่องกวนซี่ภายใต้ภูมิหลังวัฒนธรรมจีน เนื่องจากสังคมชาวจีนให้ความสาคัญกับความสมดุลเรื่อง “หยิน” และ “หยาง” ตามแนวคิดลัทธิเต๋า นอกจากนั้น ปรัชญาขงจื๊อได้เสนอแนวคิดระเบียบปฏิบัติความสัมพันธ์ทางสังคม ได้มุ่งเน้นว่าบุคคลเป็นส่วนหนึ่งของสังคม แต่ละบุคคลนั้นต้องปฏิบัติตามหน้าที่ของตนอย่างมีระเบียบ สังคมถึงจะได้สงบสุข มั่นคง และเกิดความสมดุล แต่ในทีนี้ คาว่า “มีระเบียบ” นั้นต้องเอาระบบ “กวนซี่” ตามแนวคิดปรัชญาขงจื๊อมาเป็นเครื่องมือในการควบคุมและคุ้มครอง

          ประเด็นสาคัญของสังคมเชิงกวนซี่ไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เน้นการปฏิสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ประเด็นหลักอยู่บนพื้นฐานกวนซี่มากกว่า กวนซี่ขององค์กรชาวจีนโพ้นทะเล สรุปได้ว่า มี 6 ลักษณะ ดังนี้

  1. มีสถานะเป็นสมาชิกในองค์กรเดียวกัน
  2. รู้จักบุคคลฝ่ายที่ 3 ร่วมกัน
  3. มีปฏิสัมพันธ์กันบ่อยครั้ง
  4. มีความสัมพันกันแต่มีการคบแบบโต้ตอบน้อย
  5. เป็นเพื่อนที่ไม่มีภูมิฐานเดียวกัน
  6. เน้นคุณภาพของกวนซี่

          คุณลักษณะของกวนซี่มีทั้งหมด 7 ประการ ดังนี้

  1. สามารถสืบทอดกันได้ หมายถึง คนสองฝ่ายที่ไม่ได้ติดต่อกันโดยตรงแต่สามารถรู้จักกันและสร้างความสัมพันธ์ผ่านบุคคลที่สามได้
  2. มีลักษณะเกื้อกูลกัน หมายถึง การคบค้าสมาคมและการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันระหว่างบุคคล ซึ่งการแลกเปลี่ยนนั้นอาจไม่ได้มีความเท่าเทียมกันในด้านจานวนหรือมูลค่าเสมอ เช่น ในระหว่างทางสองฝ่าย ฝ่ายที่เป็นผู้อุปถัมภ์ที่ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลจะมีมากกว่าการตอบแทนจากผู้รับอุปถัมภ์ แม้กระทั่งผู้รับอุปถัมภ์อาจไม่ได้มีการตอบแทนซึ่งกันและกันด้านวัตถุหรือด้านเงิน แต่ฝ่ายที่เป็นผู้อุปถัมภ์คิดว่าข้อผูกมัดนั้นเป็นเรื่องที่มี หน้ามีตา
  3. มีลักษณะที่มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ หมายถึง ระหว่างทั้งสองฝ่ายของกวนซี่นั้นต้องรับข้อผูกมัดที่จับ ต้องไม่ได้ เช่น เชื่อใจ อดทนและเกื้อกูลเอื้อเฟื้อกัน
  4. ยึดถือเรื่องมีผลประโยชน์ร่วมกันเป็นประเด็นสาคัญ หมายถึง ความสัมพันธ์เชิงกวนซี่นั้นมีเป้าหมายที่มุ่งผลประโยชน์ร่วมกัน มุ่งเน้นเกื้อกูลเอื้อเฟื้อกันที่เป็นผลประโยชน์ด้านวัตถุและจิตใจ นอกเหนือจากการผูกพัน กันและกัน
  5. มีความพิลึกตามสถานการณ์ หมายถึง แบบโต้ตอบของทั้งสองฝ่ายของกวนซี่นั้นต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เช่น ส่งของขวัญเพื่อแสดงน้าใจ ถือได้ว่าเป็นพฤติกรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การส่งของขวัญเพื่อผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งอาจเป็นพฤติกรรมที่ให้สินบน ซึ่งอาจมิชอบด้วยกฎหมาย
  6. มีลักษณะระยะยาว หมายถึง กวนซี่ที่ดีนั้นต้องผ่านการขัดเกลาและพิสูจน์ระยะยาวระหว่างทั้งสองฝ่ายถึงจะมั่นคง ทั้งสองฝ่ายของกวนซี่ต้องกระชับความสัมพันธ์ผ่านพฤติกรรมให้เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันอย่างซ้าๆ เพื่อเสริมสร้างกวนซี่ที่ดี หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งระงับภาระผูกพันและความรับผิดชอบ กวนซี่แบบเดิมอาจอ่อนตัว ลงหรือเจือจางจนกระทั่งถูกทาลาย
  7. มีลักษณะความเป็นส่วนบุคคล เนื่องจากว่ากวนซี่นั้นสร้างขึ้นด้วยส่วนประกอบที่เป็นปัจจัยหลายด้าน เช่น ความเชื่อใจ ความซื่อสัตย์ ความเอื้อเฟื้อกัน การเคารพ และฐานะทางสังคม เป็นต้น ดังนั้น ความซื่อสัตย์ระหว่างบุคคลนั้นจะชัดเจนกว่าของคนในองค์กร เพราะฉะนั้น ความสัมพันธ์ระดับบุคคลนั้นตามปกติแล้วมีความสาคัญยิ่งกว่าระดับองค์กร การศึกษาความสัมพันธ์บุคคลในองค์กรต้องสร้างอยู่บนฐานส่วนบุคคลไว้ก่อน

          วัฒนธรรมกวนซี่ที่กล่าวมานี้ ต้องกล่าวถึงการจัดระเบียบทางสังคมทาให้มีความรู้สึกอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ว่า ระหว่างบุคคลกับบุคคลมักจะเกิดปฏิสัมพันธ์กัน ด้วยความรู้สึกทางจิตใจต่อผู้คนที่ใกล้ตัวที่สุดไปหาคนที่ไกลตัวที่สุด คือ ลักษณะความสัมพันธ์ระบบครอบครัวและเครือญาติ นั่นเอง

แหล่งอ้างอิง : https://www.season.co.th/travel-info/วัฒนธรรมกวนซี่ของสังคม/

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *